ต่อจากบทความ เบื้องลึกของเงินตรา ตอนที่ 1

เรามาเข้าเรื่องกันต่อ “แล้วต่างประเทศเอาเงินมาจากไหน ? ” ประเทศหลักๆที่มีความมั่งคั่งในโลกนี้ที่เด่นชัดที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมาในรูปแบบของเงินดอลลาห์ที่หลายๆประเทศไม่ว่าจะเป็น จีน, ญี่ปุ่น, หรือยุโรป ได้สำรองเงินดอลลาห์ไว้มากมาย และเงินดอลล่าห์ที่มากมายเหล่านั้นมากจากไหน

ในสมัยปี 1971 สมัยประธานาธิบดี Richard Nixon ของสหรัฐได้ยกเลิกมาตฐานทองคำ จากแต่เดิม จะพิมพ์ธนบัตรสหรัฐได้นั้นต้องมีทองคำหนุนหลัง อยู่ที่ 1 ออนซ์ต่อ 35 ดอลลาห์ ในเมื่อยกเลิกแล้ว ทำให้สหรัฐสามารถพิมพ์เงินมามากเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่ต้องการผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ซึ่งเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบของสหรัฐ

ในเมื่อสหรัฐทำมาตรการ QE แล้ว อย่าลืมนะครับว่า ไม่ใช่เพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ถือเงินดอลล่าห์ แต่หลายประเทศทั่วโลกก็ถือครองเงินสหรัฐเช่นเดียวกัน ทำให้เกิดความเสี่ยงเช่น ถ้าสหรัฐล่ม ทั้งโลกล่มแน่นอน หรือถ้าเงินดอลลาห์ไม่มีความหมายขึ้นมา หลายประเทศที่ถือครองเงินหรัฐต้องสูญเงินไปอย่างมากมายมหาศาล แต่เรื่องแบบนี้จะเกิดคงอีกนาน

แต่ถ้าสหรัฐทำแบบนี้ต่อไป ยังไงมันก็ต้องเกิดอย่างแน่นอนครับ หลายประเทศก็เห็นปัญหาแบบนี้เช่นกันครับ จึงมีแนวความคิดว่าจะต้องลดปริมาณเงินสหรัฐในคลังของตัวเองลงและถือเงินสกุลอื่นๆให้มากขึ้น ซึ่งหลายประเทศได้เริ่มทำแล้ว หลักๆได้แก้ ประเทศรัสเซีย และจีน ที่กำลังหาแนวร่วมในเรื่องนี้

สรุปคือ ตอนนี้ เงินก็คือเศษกระดาษธรรมดาที่จะหมดความหมายลงเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะเงินในตอนนี้ มีค่าเพราะความเชื่อมั่นคงคนส่วนใหญ่เท่านั้น ถ้าคนส่วนใหญ่คิดว่าเงินนั้นไม่มีค่าขึ้นมาเมื่อไหร่ เงินก็คงเป็นเพียงแค่เศรษฐกระดาษเปล่าๆเท่านั้นเองดังเช่น เงินมาร์กของเยอร์มันสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเงินดอลลาห์ซิมบับเว เป็นต้น

ทิ้งท้ายครับว่า บุคคลที่ร่ำรวยส่วนใหญ่จะไม่เก็บทรัพย์สินของตนเองเป็นเงินกระดาษอย่างเดียว แต่จะซื้อทรัพสินอื่นๆมาเพื่อประกันความเสี่ยงในส่วนนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้น การซื้อทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพสินมีค่าอื่นๆ เป็นต้น เพื่อประกันว่าความมั่งคั่งของตนจะยังคงอยู่หรือมีผลกระทบน้อยที่สุด ถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา

Share This

Share ความรู้ Forex ในเพจของคุณ!!!

ร่วมแชร์ ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับวงการ Forex ให้เพื่อนๆได้รับรู้